วิกฤติภัยธรรมชาติทั่วโลกในปี 2551 ที่ผ่านมา แม้จะเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง แต่ “ภาวะโลกร้อน” ถือเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์นำมาอธิบายเชื่อมโยงให้เห็นถึงเคราะห์กรรมที่มนุษย์ต้องเผชิญ
เริ่ม จากต้นเดือนมกราคม หิมะเริ่มตกคลุมพื้นที่ทั่วภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกของจีน จากหิมะธรรมดาในที่สุดก็กลายเป็นพายุหิมะสำแดงเดชถล่มบ้านเรือน 2.2 แสนหลังพังพินาศยับเยิน และอีก 8.6 แสนหลังได้รับความเสียหาย ชาวจีนกว่า 105 ล้านคน ตกเป็นเหยื่อพายุหิมะระลอกแรกของต้นปี 2551 ประเมินความเสียหายเบื้องต้นอยู่ที่ 2.34 แสนล้านบาท “หวัง ฉีเว่ย” นักพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาจีน วิเคราะห์ว่าภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อากาศแปรปรวนหนักขึ้น พื้นที่ในภาคใต้ของจีนที่ปกติอากาศจะอบอุ่นกว่าภาคอื่น ๆ ก็ยังมีหิมะตกได้
โลกผ่านความบอบช้ำจากพายุหิมะได้ไม่นานก็เผชิญกับพายุไซโคลน “นาร์กีส” ที่มีความเร็วลมถึง 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่งผลให้ชาวย่างกุ้งที่หลับสนิทในเช้าตรู่ของวันที่ 3 พฤษภาคม สะดุ้งตื่นขึ้นมาเนื่องจากเสียงดังของหลังคาสังกะสีที่ปลิวว่อนจากแรงพายุ ซึ่งพัดถล่มบ้านเรือน ถนน ต้นไม้ ฯลฯ อย่างไม่ปรานี
เมื่อ พายุเริ่มสงบ ประชากรพม่าที่อาศัยอยู่ปากแม่น้ำอิระวดีก็ต้องพบความเศร้าสลดใจที่สุดใน ชีวิต เมื่อญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเสียชีวิตไปทันที 1.5 หมื่นคน และอีกหลายแสนคนกลายเป็นคนไร้บ้าน ถนนและเส้นทางคมนาคม รวมถึงระบบสื่อสารโดนทำลายลงอย่างสิ้นเชิง การเยียวยาผู้ประสบภัยยังคงทำต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้
ประเทศ ไทยเองก็ได้รับผล กระทบจากนาร์กีสเช่นกัน โดยฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติจากอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา ต้องประสานขอความช่วยเหลือจากกองทัพเรือเพื่อกลับเข้าฝั่ง
ผ่านพ้นพายุร้ายนาร์กีสได้ไม่นานนัก เอเชียต้องเผชิญกับพายุโซนร้อน “กัมมูริ” ที่พัดใส่เวียดนามในเดือนสิงหาคม พร้อมกับพายุไต้ฝุ่น “ฮากุปิต” มีศูนย์กลางอยู่ที่ฟิลิปปินส์ ก่อนมุ่งเข้าสู่เกาะฮ่องกง ส่งผลให้พื้นที่ชายแดนของไทยประสบภัยฝนตกน้ำท่วม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปว่ามี 21 จังหวัด 102 อำเภอ 525 ตำบล ได้รับผลจากอุทกภัย ประชาชนเดือดร้อนกว่า 7 แสนคน ถนนเสียหาย 659 สาย พื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วมประมาณ 1.9 แสนไร่
“สมเกียรติ ขอเกียรติวงศ์” สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและป่าชายเลน จ.ภูเก็ต ให้ข้อมูลว่า นัก สมุทรศาสตร์ทั่วโลกกำลังสนใจว่าพายุร้ายที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับภาวะโลกร้อน หรือไม่ เนื่องจากพายุเริ่มก่อตัวจากน้ำทะเล ความรุนแรงของพายุขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความชื้นของน้ำในทะเล ยิ่งอุณหภูมิของผิวน้ำทะเลสูงก็อาจสะสมเป็นพลังงานทำให้พายุลูกใหญ่ขึ้นได้ เหมือนพายุไซโคลนที่ตามปกติจะมาในเดือนตุลาคม แต่ไซโคลนนาร์กีสกลับปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
ข้อมูลที่สร้างความตื่นเต้นที่สุดในปี 2551 คงไม่พ้นคำพยากรณ์ของ “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย” (TCELS) ที่ระบุว่า ภาวะโลกร้อนจะทำให้กรุงเทพฯ ต้องจมลงบาดาลในอีก 35 ปีข้างหน้า โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม ศูนย์ความเป็นเลิศฯ ได้จัดสัมมนาหัวข้อประเทศไทยกับมหันตภัยโลกร้อน เพื่อชี้ว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นเกิดจากก๊าซเรือนกระจก ซึ่งร้อยละ 90 เกิดจากมนุษย์ เช่น การใช้พลังงาน การเดินทางขนส่ง ป่าไม้ และการทำลายป่า อุตสาหกรรม ขยะน้ำเสีย ฯลฯ
ปัจจุบัน มีก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์สะสมในชั้นบรรยากาศ 383 พีพีเอ็มส่วนในอากาศ 1 ล้านส่วน นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงพยายามหาหนทางป้องกันอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกิน 2 องศาเซลเซียสภายในปี 2558 โดยไม่ให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมเกิน 450 พีพีเอ็ม หากเพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียสไปแล้ว มนุษย์ต้องเตรียมรับมือมหันตภัยต่างๆ เพราะเพียงโลกร้อนขึ้น 0.8 องศาเซลเซียส ก็ทำให้ทั่วโลกมีฝนตกมากขึ้น น้ำท่วมรุนแรง พายุ ไฟป่า ที่สำคัญคือเมืองที่อยู่ใกล้ทะเลมีโอกาสจมน้ำได้ รวมถึงกรุงเทพฯ
นอกจากความแปรปรวนของภูมิอากาศแล้ว “โลกร้อน” ยังทำให้เกิด “โรคร้อน” ด้วย องค์การอนามัยโลกเชื่อว่าอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การฟักตัวของเชื้อโรคและศัตรูพืช เช่น อหิวาตกโรค ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ ไข้มาลาเรีย ฯลฯ โดยเชื้ออหิวาต์ได้ระบาดหนักในประเทศซิมบับเวแถบแอฟริกาใต้เมื่อเดือน ธันวาคม มีคนติดเชื้อแล้วกว่า 6 หมื่นคน และเกือบ 1,000 คนเสียชีวิตภายในไม่กี่เดือน รัฐบาลซิมบับเวต้องประกาศขอความช่วยเหลือจากทั่วโลกอย่างเร่งด่วน องค์การอนามัยโลกเชื่อว่าในแต่ละปีมีประชากรทั่วโลก 1.6 แสนคนเสียชีวิต เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและตัวเลขจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 2 เท่าในอีก 17 ปีข้างหน้า
แม้ ภาวะโลกร้อนจะยังไม่ ส่งผลเสียหายให้คนไทยอย่างชัดเจน แต่ผลกระทบอาจมาถึงในไม่ช้า เพราะข้อมูลปี 2551 ชี้ว่าคนไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าเดิม 2 เท่า โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) ระบุในดัชนีปริมาณการปล่อยก๊าซต่อจำนวนประชากรว่า คน ไทยปล่อยก๊าซทำให้โลกร้อนปีละ 4.2 ตันต่อคน ขณะที่ อินเดีย 1.2 ตัน จีน 3.8 ตัน ยุโรป 8.6 ตัน รัสเซีย 11.8 อเมริกา 19.4 ตัน ทั้งที่เมื่อปี 2543 คนไทย 1 คนปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ เพียง 2.2 ตันต่อคนเท่านั้น
องค์การ สหประชาชาติ (ยูเอ็น) รายงานปิดท้ายว่า ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่วัดได้ในปี 2551 พุ่งระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกประสบความล้มเหลวในการลดภาวะโลกร้อน สนธิสัญญาเกียวโตที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกำลังจะหมดอายุในปี 2555 ก็ไม่ช่วยทำให้การปล่อยก๊าซพิษลดลงได้ รัฐบาลเกือบทุกประเทศไม่เคยสนใจต้นทุนสิ่งแวดล้อม และไม่สนใจว่าค่าใช้จ่าย ค่าชดใช้ ค่าชดเชยความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ที่เกิดจากภาวะโลกร้อนในแต่ละปีนั้น อาจเป็นตัวเลขที่มากกว่ากำไรจากการขยายอุตสาหกรรมแบบทำร้ายธรรมชาติก็ได้
สตอร์ม เซิร์จ : คลื่นพายุหมุน
ช่วง เดือนพฤษภาคม -กันยายนปีที่ผ่านมา ชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑลนอนหลับไม่ค่อยสนิท หลังจากสื่อมวลชนเผยแพร่ข้อมูลของ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติ ที่คาดการณ์ว่าปลายปี 2551 น้ำทะเลจะยกตัวสูงขึ้นจนท่วม จ.สมุทรปราการ กรุงเทพฯ และสมุทรสาคร ซึ่งเกิดจาก “สตอร์ม เซิร์จ” (Storm surge) หรือคลื่นซัดฝั่งอันเนื่องมาจากพายุไต้ฝุ่นเขตร้อนที่บริเวณอ่าวไทยรูปตัว “ก”
อย่าง ไรก็ตาม รศ.ดร.ปรุงจันทร์ วงศ์วิเศษ ทีมวิจัยด้านแบบจำลองสภาพภูมิอากาศจากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่ง แวดล้อม (JGSEE) ออกมายืนยันว่า สตอร์ม เซิร์จ ในอ่าวไทยเกิดได้ยากมาก เนื่องจากลักษณะทางกายภาพที่ค่อนข้างแคบ พายุที่เข้ามาถึงอ่าวไทยจึงไม่รุนแรง เป็นเพียงพายุดีเปรสชั่นเท่านั้น เช่นเดียวกับ ดร.วัฒนา กันบัว ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาทางทะเล ที่ออกมาบอกว่าโอกาสจะเกิดสตอร์ม เซิร์จ ในอ่าวไทยมีแค่ 2% เท่านั้น ทำให้ชาวกรุงเทพฯ หายใจโล่งอกขึ้น
สำรองเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย…ป้องภัยโลกร้อน
“ประเสริฐ โกศัลวิตร” อธิบดีกรมการข้าว ยอมรับว่า การระบาดของแมลงในนาข้าวมีถี่ขึ้นในทุกภาค และภัยธรรมชาติร้ายแรงขึ้นทุกปี ทุกฝ่ายรู้สึกกังวล เพราะไม่รู้ว่าสาเหตุหลักเกิดจากอะไรกันแน่ หากภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องจริง ประเทศไทยต้องเริ่มสำรองเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อความมั่นคงของชาติ เนื่องจากคนไทยมีอาชีพทำนามากกว่า 3.7 ล้านครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกข้าวปีละกว่า 60 ล้านไร่
ขณะ ที่ชาวนาบางกลุ่มนิยม ปลูกข้าวเพียงไม่กี่สายพันธุ์ในพื้นที่เดียวกัน โดยเฉพาะภาคอีสานที่นิยมปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 และข้าวเหนียว กข. 6 ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดของโรคแมลงศัตรูข้าว โดยเฉพาะโรคไหม้และเพลี้ยกระโดด การระบาดที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จนยากที่จะควบคุมได้ หากปล่อยให้ผลผลิตข้าวเสียหายสะสมไปเรื่อยๆ ไทยอาจเผชิญภาวะขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวได้
โครงการ สำรองเมล็ดพันธุ์ ข้าวเพื่อความมั่นคงแห่งชาติถือเป็นหลักประกัน หากปีใดพื้นที่นาข้าวเกิดมหันตภัยธรรมชาติ เมล็ดพันธุ์ข้าวเหล่านี้จะถูกนำมาช่วยเหลือฟื้นฟูศักยภาพของชาวนาได้ทันท่วง ที โดยปีงบประมาณ 2552 กรมการข้าวจะดำเนินการผลิตและสำรองเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีสายพันธุ์ต่างๆ ประมาณ 3,155 ตัน
นาซาวิจัย “เมฆ” ทำอากาศแปรปรวน
ดร. แมทท์ โรเจอร์ส นักวิจัยโครงการดาวเทียมคลาวด์แซต (CloudSat) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ให้ข้อมูลว่า คาร์บอนไดออกไซด์ที่ทุกคนมองว่าเป็นตัวการร้ายทำให้ภูมิอากาศโลกแปรปรวนนั้น ที่จริงแล้วมีตัวการที่ร้ายกว่าคือ “เมฆ” หรือละอองน้ำบนฟ้านั่นเอง
จาก การที่นาซาส่งดาว เทียมคลาวด์แซตขึ้นไปในปี 2549 ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลใหม่ จากเดิมที่เข้าใจกันว่าน้ำจากมหาสมุทรระเหยสู่ชั้นบรรยากาศ 8% แต่ข้อมูลดาวเทียมที่เก็บทุกเดือนระบุตัวเลขใหม่คือ 13% และยังพบว่าเมฆมีผลกระทบต่อโลกเยอะกว่าคาร์บอนไดออกไซด์มาก โดยเมฆชั้นต่ำช่วยทำให้โลกเย็น ส่วนเมฆชั้นสูงช่วยทำให้โลกอบอุ่น การเปลี่ยนแปลงของเมฆทั้งสองมีผลต่ออุณหภูมิโลก แต่การเปลี่ยนแปลงของคาร์บอนไดออกไซด์ก็มีผลต่อการเกิดเมฆด้วย
ดร. กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี หัวหน้าโครงการและนักวิทยาศาสตร์ที่ปรึกษาโครงการคลาวด์แซต สสวท. บอกว่า ไอน้ำเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน และเมฆยังเป็นที่มาของการเกิดพายุด้วย จากการศึกษาป่าเมฆต้นน้ำพบว่า น้ำจากป่าเมฆเกิดจากการจับละอองฝนของพืชจำพวกมอสและเฟิร์น ลักษณะฝนในป่าจึงไม่ใช่ฝนแนวดิ่งเหมือนฝนตกทั่วๆ ไป แต่เป็นฝนแนวราบที่เกิดจากเมฆถูกพัดเข้าป่า แล้วมอสและเฟิร์นจับละอองน้ำไว้ ถ้าเมฆหายมอสและเฟิร์นก็จะตายหมด และเมื่อเมฆไม่ถูกสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จับไว้ก็จะไหลไปรวมกันที่อื่น แล้วก่อตัวเป็นพายุและตกหนักที่อื่น
สนธิสัญญาลดโลกร้อนเหลว
เมื่อ วันที่ 1-12 ธันวาคม 2551 ตัวแทนจาก 192 ประเทศทั่วโลกเดินทางไปยังประเทศโปแลนด์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประจำปีของสห ประชาชาติ ครั้งที่ 14 ผลปรากฏว่าแต่ละประเทศไม่สามารถสรุปข้อตกลงร่วมกันในการลดก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุสำคัญของโลกร้อนได้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์หวั่นเกรงว่า หากยังไม่สามารถร่วมมือกันลดโลกร้อน ที่ดำเนินการอย่างจริงจัง ระบบภูมิอากาศโลกจะเกิดความแปรปรวนจนเกิดเป็นวิกฤติภัยธรรมชาติมากกว่า ปัจจุบัน
อย่าง ไรก็ตาม นายบารัก โอบามา ที่จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 20 มกราคม 2552 ประกาศว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐให้ลดลง 80% โดยเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียน ขณะที่ นายเควิน รัดด์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย หนึ่งในประเทศที่อยู่ในทวีปซึ่งร้อนและแห้งแล้งก็ยืนยันว่าอีก 12 ปีข้างหน้าออสเตรเลียต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 5-15
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 5 ม.ค. 52,www.prapai.co.th,www.กังหันลม.com