วันเสาร์, กรกฎาคม 11, 2009

คาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สเรือนกระจก

มนุษย์จะอยู่บนโลกมิได้ หากปราศจากสิ่งที่เรียกว่า “แก๊สเรือนกระจก” แก๊สซึ่งทำให้บรรยากาศโลกอบอุ่น ถ้าความร้อนบางส่วนที่สะท้อนจากผิวโลกไม่ถูกกักเก็บไว้โดยแก๊สเรือนกระจก โลกของเราจะมีอุณหภูมิลดลงมากกว่า 33 องศาเซลเซียส แต่ปัญหาคือขณะนี้มนุษย์เป็นตัวการปล่อยแก๊สเรือนกระจกมากขึ้นเรื่อย ๆ และเข้ารบกวนสมดุลธรรมชาติอันละเอียดอ่อน แก๊สเรือนกระจกเหล่านี้มาจากไหน?

1) น้ำมัน
เป็นแหล่งพลังงานหลักและเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญ โดยมีสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 40 ของการปล่อยจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมด ผลิตภัณฑ์น้ำมันเกือบทั้งหมดเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในยานยนต์และเครื่องบิน และระบบการทำความร้อนรวมถึงโรงไฟฟ้า

2) ถ่านหิน
เป็นตัวการใหญ่เช่นเดียวกับน้ำมัน โดยเฉพาะลิกไนต์เป็นถ่านหินที่สกปรกมากที่สุด แม้จะคาดกันว่าแหล่งสำรองถ่านหินและลิกไนต์จะมีใช้ต่อไปอีกหลายร้อยปี แต่การใช้ถ่านหินมากขึ้นเป็นหายนะภัยต่อสภาพภูมิอากาศของโลก ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและระบบการจัดการของโรงไฟฟ้าถ่านหิน และคุณสมบัติของถ่านหินแต่ละชนิดด้วย

3) แก๊สธรรมชาติ
ถือได้ว่าเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สกปรกน้อยที่สุด และอาจนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพในระบบการผลิตร่วมไฟฟ้า-ความร้อน แต่แก๊สธรรมชาติปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาครึ่งหนึ่งของลิกไนต์สำหรับ พลังงานที่ผลิตได้ทุก 1 กิโลกวัตต์-ชั่วโมง

4) การทำลายป่าฝนเขตร้อน
มีส่วนในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมประมาณ 1 ใน 5 การตัดไม้ออกจากป่าจนหมดเป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะจะนำไปสู่การล่มสลายของ ระบบภูมิอากาศทั้งหมดในพื้นที่ ตัวอย่างเช่นในลุ่มน้ำอะเมซอน เป็นต้น

5) มีเทน ไนตรัสออกไซด์ และแก๊สอุตสาหกรรม
เป็นแก๊สเรือนกระจกที่สำคัญ แหล่งกำเนิดหลักของมีเทน คือ การปศุสัตว์ การเกษตรกรรม การทำลายป่าไม้ แต่การปล่อยมีเทนออกมาในปริมาณมหาศาลยังมาจากการพังทลายของชั้นดินเยือกแข็ง (permafrost) การทำเกษตรกรรมที่ใช้สารเคมียังเป็นแหล่งใหญ่ของแก๊สไนตรัสออกไซด์ ขณะที่แก๊สอุตสาหกรรมที่ใช้ในเครื่องปรับอากาศและกระบวนการทางเคมีบางอย่าง ก็เป็นส่วนสำคัญของการทำลายสภาพภูมิอากาศ


ที่มา: www.thaienergynews.com,
www.prapai.co.th,www.กังหันลม.com

โลกร้อน โรคระบาดก็ร้อนด้วย

โดย ศิวัช พงษ์เพียจันทร์

เวลา พูดถึงผลกระทบจาก ภาวะโลกร้อน คนส่วนใหญ่จะได้ยินได้ฟังแต่เรื่องความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ การละลายตัวของน้ำแข็งขั้วโลก การเพิ่มระดับน้ำทะเล บ้างก็ไปไกลว่า กรุงเทพมหานครซึ่งตั้งอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรราว 13 องศาเหนือจะมีหิมะตก

กรุงเทพ ธุรกิจออนไลน์ : ผมอยากให้ลืมเรื่องหิมะตก น้ำท่วมกรุงเทพฯ หรือแม้แต่สตรอมเซิร์จไปก่อน มาดูปัญหาโลกร้อนที่เกิดใกล้ตัวเราที่สุด และอาจนำภัยมาให้ทุกเมื่อนั่นคือ โรคระบาด

นัก วิทยาศาสตร์เริ่มตั้ง ข้อสังเกตกันมาพักหนึ่งแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอาจมีส่วนช่วยเร่งให้เกิดการระบาดของโรคชนิดต่าง ๆ และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ
หนึ่งในนั้นคือ ดร.อาร์ทูโร ซานเชส-อาโซเฟียฟา จากมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ต้า แคนาดา ตีพิมพ์ผลงานวิจัยลงในวารสาร Nature อธิบายถึงความเชื่อมโยงระหว่างสภาวะโลกร้อนและจำนวนประชากร รวมทั้งสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่ลดลง

สำทับ ด้วยผลงานวิจัยของ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ที่ได้ประมวลสถานการณ์การแพร่กระจายโรคระบาดชนิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศเขตร้อน เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้สมองอักเสบ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาว่า อาจเป็นส่วนหนึ่งของสภาวะโลกร้อน

นอก จากนี้ แดเนียล ทารันโทลา อดีตที่ปรึกษาระดับสูงขององค์กรอนามัยโลก และศาสตราจารย์ประจำวิทยาลัยสาธารณสุขแห่งฮาร์วาร์ด แสดงความคิดเห็นว่า สภาวะโลกร้อนอาจเพิ่มจำนวนของผู้ติดเชื้อเอชไอวี และอาจเป็นไปได้ที่สภาวะโลกร้อนส่งผลให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรทางธรรมชาติ ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม เช่น การเหยียดสีผิว การกดขี่ทางเพศ และความถดถอยของระบบสาธารณูปโภค ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่เสริมให้เชื้อเอชไอวีระบาดรุนแรงขึ้น

อีก ตัวอย่างที่เห็นได้ ชัดคือ ผู้ป่วยติดเชื้อมาลาเรียนับล้านในแอฟริกากำลังเพิ่มจำนวนอย่างน่าตกใจ คนเจ็บไข้ได้ป่วยส่วนมากเป็นคนฐานะยากจน บริษัทยายักษ์ใหญ่ในสหรัฐและยุโรปให้ความสำคัญ “น้อยกว่า” การพัฒนายารักษาโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน โรคอ้วน โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งอื่น ๆ ซึ่งตลาดใหญ่กว่า

การ ระบาดของโรคติดเชื้อ ที่พ่วงมากับปัญหาภาวะโลกร้อนกำลังบีบบังคับให้นักวิทยาศาสตร์หันมาให้ความ สำคัญกับโรคเขตร้อนมากขึ้น เห็นได้จากความสำเร็จของฟิลิป บีจอน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อังกฤษ ซึ่งคิดค้นวัคซีนป้องกันไข้มาลาเรีย RTS,S และทดลองกับคนไข้ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับและไม่ได้รับวัคซีนต้านเชื้อมาลาเรีย ที่ประเทศเคนย่าและแทนซาเนีย ปรากฏว่าจากจำนวนเด็กทารก 17 เดือน – 5 ขวบ 809 คน วัคซีน RTS,S ช่วยลดอัตราการติดเชื้อ 53% ขณะที่ผลงานวิจัยที่ได้จากเด็กทารกในแทนซาเนีย ชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของวัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อได้ถึง 65%

อย่าง ไรก็ดี มาลาเรียเป็นโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน หากเป็นโรคติดต่อจากคนสู่คนอย่างไข้หวัดใหญ่ที่เคยสังหารคนหลายสิบล้านอย่าง รวดเร็วในอดีต อย่าว่าแต่น้ำท่วมเลย ต่อให้สึนามิถล่มกรุงเทพฯ ก็ยังเทียบความเสียหายไม่เท่ากับโรคระบาด


ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 22 ธ.ค. 51,
www.prapai.co.th,www.กังหันลม.com

มหันตภัย ”โลกร้อน” คนไม่ตื่น…ฟื้นไม่มี…หนีไม่พ้น

วิกฤติภัยธรรมชาติทั่วโลกในปี 2551 ที่ผ่านมา แม้จะเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง แต่ “ภาวะโลกร้อน” ถือเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์นำมาอธิบายเชื่อมโยงให้เห็นถึงเคราะห์กรรมที่มนุษย์ต้องเผชิญ

เริ่ม จากต้นเดือนมกราคม หิมะเริ่มตกคลุมพื้นที่ทั่วภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกของจีน จากหิมะธรรมดาในที่สุดก็กลายเป็นพายุหิมะสำแดงเดชถล่มบ้านเรือน 2.2 แสนหลังพังพินาศยับเยิน และอีก 8.6 แสนหลังได้รับความเสียหาย ชาวจีนกว่า 105 ล้านคน ตกเป็นเหยื่อพายุหิมะระลอกแรกของต้นปี 2551 ประเมินความเสียหายเบื้องต้นอยู่ที่ 2.34 แสนล้านบาท “หวัง ฉีเว่ย” นักพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาจีน วิเคราะห์ว่าภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อากาศแปรปรวนหนักขึ้น พื้นที่ในภาคใต้ของจีนที่ปกติอากาศจะอบอุ่นกว่าภาคอื่น ๆ ก็ยังมีหิมะตกได้

โลกผ่านความบอบช้ำจากพายุหิมะได้ไม่นานก็เผชิญกับพายุไซโคลน “นาร์กีส” ที่มีความเร็วลมถึง 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่งผลให้ชาวย่างกุ้งที่หลับสนิทในเช้าตรู่ของวันที่ 3 พฤษภาคม สะดุ้งตื่นขึ้นมาเนื่องจากเสียงดังของหลังคาสังกะสีที่ปลิวว่อนจากแรงพายุ ซึ่งพัดถล่มบ้านเรือน ถนน ต้นไม้ ฯลฯ อย่างไม่ปรานี

เมื่อ พายุเริ่มสงบ ประชากรพม่าที่อาศัยอยู่ปากแม่น้ำอิระวดีก็ต้องพบความเศร้าสลดใจที่สุดใน ชีวิต เมื่อญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเสียชีวิตไปทันที 1.5 หมื่นคน และอีกหลายแสนคนกลายเป็นคนไร้บ้าน ถนนและเส้นทางคมนาคม รวมถึงระบบสื่อสารโดนทำลายลงอย่างสิ้นเชิง การเยียวยาผู้ประสบภัยยังคงทำต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

ประเทศ ไทยเองก็ได้รับผล กระทบจากนาร์กีสเช่นกัน โดยฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติจากอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา ต้องประสานขอความช่วยเหลือจากกองทัพเรือเพื่อกลับเข้าฝั่ง

ผ่านพ้นพายุร้ายนาร์กีสได้ไม่นานนัก เอเชียต้องเผชิญกับพายุโซนร้อน “กัมมูริ” ที่พัดใส่เวียดนามในเดือนสิงหาคม พร้อมกับพายุไต้ฝุ่น “ฮากุปิต” มีศูนย์กลางอยู่ที่ฟิลิปปินส์ ก่อนมุ่งเข้าสู่เกาะฮ่องกง ส่งผลให้พื้นที่ชายแดนของไทยประสบภัยฝนตกน้ำท่วม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปว่ามี 21 จังหวัด 102 อำเภอ 525 ตำบล ได้รับผลจากอุทกภัย ประชาชนเดือดร้อนกว่า 7 แสนคน ถนนเสียหาย 659 สาย พื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วมประมาณ 1.9 แสนไร่

“สมเกียรติ ขอเกียรติวงศ์” สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและป่าชายเลน จ.ภูเก็ต ให้ข้อมูลว่า นัก สมุทรศาสตร์ทั่วโลกกำลังสนใจว่าพายุร้ายที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับภาวะโลกร้อน หรือไม่ เนื่องจากพายุเริ่มก่อตัวจากน้ำทะเล ความรุนแรงของพายุขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความชื้นของน้ำในทะเล ยิ่งอุณหภูมิของผิวน้ำทะเลสูงก็อาจสะสมเป็นพลังงานทำให้พายุลูกใหญ่ขึ้นได้ เหมือนพายุไซโคลนที่ตามปกติจะมาในเดือนตุลาคม แต่ไซโคลนนาร์กีสกลับปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม

ข้อมูลที่สร้างความตื่นเต้นที่สุดในปี 2551 คงไม่พ้นคำพยากรณ์ของ “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย” (TCELS) ที่ระบุว่า ภาวะโลกร้อนจะทำให้กรุงเทพฯ ต้องจมลงบาดาลในอีก 35 ปีข้างหน้า โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม ศูนย์ความเป็นเลิศฯ ได้จัดสัมมนาหัวข้อประเทศไทยกับมหันตภัยโลกร้อน เพื่อชี้ว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นเกิดจากก๊าซเรือนกระจก ซึ่งร้อยละ 90 เกิดจากมนุษย์ เช่น การใช้พลังงาน การเดินทางขนส่ง ป่าไม้ และการทำลายป่า อุตสาหกรรม ขยะน้ำเสีย ฯลฯ

ปัจจุบัน มีก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์สะสมในชั้นบรรยากาศ 383 พีพีเอ็มส่วนในอากาศ 1 ล้านส่วน นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงพยายามหาหนทางป้องกันอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกิน 2 องศาเซลเซียสภายในปี 2558 โดยไม่ให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมเกิน 450 พีพีเอ็ม หากเพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียสไปแล้ว มนุษย์ต้องเตรียมรับมือมหันตภัยต่างๆ เพราะเพียงโลกร้อนขึ้น 0.8 องศาเซลเซียส ก็ทำให้ทั่วโลกมีฝนตกมากขึ้น น้ำท่วมรุนแรง พายุ ไฟป่า ที่สำคัญคือเมืองที่อยู่ใกล้ทะเลมีโอกาสจมน้ำได้ รวมถึงกรุงเทพฯ

นอกจากความแปรปรวนของภูมิอากาศแล้ว “โลกร้อน” ยังทำให้เกิด “โรคร้อน” ด้วย องค์การอนามัยโลกเชื่อว่าอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การฟักตัวของเชื้อโรคและศัตรูพืช เช่น อหิวาตกโรค ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ ไข้มาลาเรีย ฯลฯ โดยเชื้ออหิวาต์ได้ระบาดหนักในประเทศซิมบับเวแถบแอฟริกาใต้เมื่อเดือน ธันวาคม มีคนติดเชื้อแล้วกว่า 6 หมื่นคน และเกือบ 1,000 คนเสียชีวิตภายในไม่กี่เดือน รัฐบาลซิมบับเวต้องประกาศขอความช่วยเหลือจากทั่วโลกอย่างเร่งด่วน องค์การอนามัยโลกเชื่อว่าในแต่ละปีมีประชากรทั่วโลก 1.6 แสนคนเสียชีวิต เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและตัวเลขจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 2 เท่าในอีก 17 ปีข้างหน้า

แม้ ภาวะโลกร้อนจะยังไม่ ส่งผลเสียหายให้คนไทยอย่างชัดเจน แต่ผลกระทบอาจมาถึงในไม่ช้า เพราะข้อมูลปี 2551 ชี้ว่าคนไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าเดิม 2 เท่า โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) ระบุในดัชนีปริมาณการปล่อยก๊าซต่อจำนวนประชากรว่า คน ไทยปล่อยก๊าซทำให้โลกร้อนปีละ 4.2 ตันต่อคน ขณะที่ อินเดีย 1.2 ตัน จีน 3.8 ตัน ยุโรป 8.6 ตัน รัสเซีย 11.8 อเมริกา 19.4 ตัน ทั้งที่เมื่อปี 2543 คนไทย 1 คนปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ เพียง 2.2 ตันต่อคนเท่านั้น

องค์การ สหประชาชาติ (ยูเอ็น) รายงานปิดท้ายว่า ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่วัดได้ในปี 2551 พุ่งระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกประสบความล้มเหลวในการลดภาวะโลกร้อน สนธิสัญญาเกียวโตที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกำลังจะหมดอายุในปี 2555 ก็ไม่ช่วยทำให้การปล่อยก๊าซพิษลดลงได้ รัฐบาลเกือบทุกประเทศไม่เคยสนใจต้นทุนสิ่งแวดล้อม และไม่สนใจว่าค่าใช้จ่าย ค่าชดใช้ ค่าชดเชยความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ที่เกิดจากภาวะโลกร้อนในแต่ละปีนั้น อาจเป็นตัวเลขที่มากกว่ากำไรจากการขยายอุตสาหกรรมแบบทำร้ายธรรมชาติก็ได้

สตอร์ม เซิร์จ : คลื่นพายุหมุน

ช่วง เดือนพฤษภาคม -กันยายนปีที่ผ่านมา ชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑลนอนหลับไม่ค่อยสนิท หลังจากสื่อมวลชนเผยแพร่ข้อมูลของ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติ ที่คาดการณ์ว่าปลายปี 2551 น้ำทะเลจะยกตัวสูงขึ้นจนท่วม จ.สมุทรปราการ กรุงเทพฯ และสมุทรสาคร ซึ่งเกิดจาก “สตอร์ม เซิร์จ” (Storm surge) หรือคลื่นซัดฝั่งอันเนื่องมาจากพายุไต้ฝุ่นเขตร้อนที่บริเวณอ่าวไทยรูปตัว “ก”

อย่าง ไรก็ตาม รศ.ดร.ปรุงจันทร์ วงศ์วิเศษ ทีมวิจัยด้านแบบจำลองสภาพภูมิอากาศจากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่ง แวดล้อม (JGSEE) ออกมายืนยันว่า สตอร์ม เซิร์จ ในอ่าวไทยเกิดได้ยากมาก เนื่องจากลักษณะทางกายภาพที่ค่อนข้างแคบ พายุที่เข้ามาถึงอ่าวไทยจึงไม่รุนแรง เป็นเพียงพายุดีเปรสชั่นเท่านั้น เช่นเดียวกับ ดร.วัฒนา กันบัว ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาทางทะเล ที่ออกมาบอกว่าโอกาสจะเกิดสตอร์ม เซิร์จ ในอ่าวไทยมีแค่ 2% เท่านั้น ทำให้ชาวกรุงเทพฯ หายใจโล่งอกขึ้น
สำรองเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย…ป้องภัยโลกร้อน

“ประเสริฐ โกศัลวิตร” อธิบดีกรมการข้าว ยอมรับว่า การระบาดของแมลงในนาข้าวมีถี่ขึ้นในทุกภาค และภัยธรรมชาติร้ายแรงขึ้นทุกปี ทุกฝ่ายรู้สึกกังวล เพราะไม่รู้ว่าสาเหตุหลักเกิดจากอะไรกันแน่ หากภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องจริง ประเทศไทยต้องเริ่มสำรองเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อความมั่นคงของชาติ เนื่องจากคนไทยมีอาชีพทำนามากกว่า 3.7 ล้านครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกข้าวปีละกว่า 60 ล้านไร่

ขณะ ที่ชาวนาบางกลุ่มนิยม ปลูกข้าวเพียงไม่กี่สายพันธุ์ในพื้นที่เดียวกัน โดยเฉพาะภาคอีสานที่นิยมปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 และข้าวเหนียว กข. 6 ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดของโรคแมลงศัตรูข้าว โดยเฉพาะโรคไหม้และเพลี้ยกระโดด การระบาดที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จนยากที่จะควบคุมได้ หากปล่อยให้ผลผลิตข้าวเสียหายสะสมไปเรื่อยๆ ไทยอาจเผชิญภาวะขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวได้

โครงการ สำรองเมล็ดพันธุ์ ข้าวเพื่อความมั่นคงแห่งชาติถือเป็นหลักประกัน หากปีใดพื้นที่นาข้าวเกิดมหันตภัยธรรมชาติ เมล็ดพันธุ์ข้าวเหล่านี้จะถูกนำมาช่วยเหลือฟื้นฟูศักยภาพของชาวนาได้ทันท่วง ที โดยปีงบประมาณ 2552 กรมการข้าวจะดำเนินการผลิตและสำรองเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีสายพันธุ์ต่างๆ ประมาณ 3,155 ตัน
นาซาวิจัย “เมฆ” ทำอากาศแปรปรวน

ดร. แมทท์ โรเจอร์ส นักวิจัยโครงการดาวเทียมคลาวด์แซต (CloudSat) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ให้ข้อมูลว่า คาร์บอนไดออกไซด์ที่ทุกคนมองว่าเป็นตัวการร้ายทำให้ภูมิอากาศโลกแปรปรวนนั้น ที่จริงแล้วมีตัวการที่ร้ายกว่าคือ “เมฆ” หรือละอองน้ำบนฟ้านั่นเอง

จาก การที่นาซาส่งดาว เทียมคลาวด์แซตขึ้นไปในปี 2549 ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลใหม่ จากเดิมที่เข้าใจกันว่าน้ำจากมหาสมุทรระเหยสู่ชั้นบรรยากาศ 8% แต่ข้อมูลดาวเทียมที่เก็บทุกเดือนระบุตัวเลขใหม่คือ 13% และยังพบว่าเมฆมีผลกระทบต่อโลกเยอะกว่าคาร์บอนไดออกไซด์มาก โดยเมฆชั้นต่ำช่วยทำให้โลกเย็น ส่วนเมฆชั้นสูงช่วยทำให้โลกอบอุ่น การเปลี่ยนแปลงของเมฆทั้งสองมีผลต่ออุณหภูมิโลก แต่การเปลี่ยนแปลงของคาร์บอนไดออกไซด์ก็มีผลต่อการเกิดเมฆด้วย

ดร. กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี หัวหน้าโครงการและนักวิทยาศาสตร์ที่ปรึกษาโครงการคลาวด์แซต สสวท. บอกว่า ไอน้ำเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน และเมฆยังเป็นที่มาของการเกิดพายุด้วย จากการศึกษาป่าเมฆต้นน้ำพบว่า น้ำจากป่าเมฆเกิดจากการจับละอองฝนของพืชจำพวกมอสและเฟิร์น ลักษณะฝนในป่าจึงไม่ใช่ฝนแนวดิ่งเหมือนฝนตกทั่วๆ ไป แต่เป็นฝนแนวราบที่เกิดจากเมฆถูกพัดเข้าป่า แล้วมอสและเฟิร์นจับละอองน้ำไว้ ถ้าเมฆหายมอสและเฟิร์นก็จะตายหมด และเมื่อเมฆไม่ถูกสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จับไว้ก็จะไหลไปรวมกันที่อื่น แล้วก่อตัวเป็นพายุและตกหนักที่อื่น
สนธิสัญญาลดโลกร้อนเหลว

เมื่อ วันที่ 1-12 ธันวาคม 2551 ตัวแทนจาก 192 ประเทศทั่วโลกเดินทางไปยังประเทศโปแลนด์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประจำปีของสห ประชาชาติ ครั้งที่ 14 ผลปรากฏว่าแต่ละประเทศไม่สามารถสรุปข้อตกลงร่วมกันในการลดก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุสำคัญของโลกร้อนได้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์หวั่นเกรงว่า หากยังไม่สามารถร่วมมือกันลดโลกร้อน ที่ดำเนินการอย่างจริงจัง ระบบภูมิอากาศโลกจะเกิดความแปรปรวนจนเกิดเป็นวิกฤติภัยธรรมชาติมากกว่า ปัจจุบัน

อย่าง ไรก็ตาม นายบารัก โอบามา ที่จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 20 มกราคม 2552 ประกาศว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐให้ลดลง 80% โดยเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียน ขณะที่ นายเควิน รัดด์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย หนึ่งในประเทศที่อยู่ในทวีปซึ่งร้อนและแห้งแล้งก็ยืนยันว่าอีก 12 ปีข้างหน้าออสเตรเลียต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 5-15
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 5 ม.ค. 52,www.prapai.co.th,www.กังหันลม.com

วันเสาร์, กรกฎาคม 4, 2009

“ไฟฟ้ากังหันลม”…อีกหนึ่งตัวช่วยยุคน้ำมันผันผวน

“พลังงานทดแทน”…เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาวะที่ราคาน้ำมันมีความผันผวน ซึ่งหนึ่งในหลาย ๆ พลังงานทดแทนที่ถูกกล่าวถึง คือ…“พลังงานลม”

แม้จะรู้ดีว่าสภาพภูมิอากาศของไทยมี “ข้อจำกัด” ด้านความเร็วลมที่อยู่ในระดับปานกลาง-ต่ำ ทว่าข้อจำกัดนั้นกลับทำให้กระทรวงพลังงานเร่งพัฒนาปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต พลังงานจากลมเพื่อให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศในบ้านเรา เพราะตามนโยบายของกระทรวงพลังงานมีเป้าหมายที่จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมให้ ได้ 115 เมกะวัตต์ ในปี 2554 เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศ

ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความจริงจัง คือ “โครงการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าเพื่อการสาธิตนำร่อง” ซึ่งได้ดำเนินการติดตั้งกังหันลมที่บ้านทะเลปัง อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช กำลังการผลิต 250 กิโลวัตต์ 1 ชุด โดยปัจจุบันได้ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว

นอก จากนี้ยังมีกังหันลม ชนิดมีเกียร์ขนาดกำลังการผลิต 1.5 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างการติดตั้งอีกจำนวน 1 ชุด ซึ่งคาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จในเร็ว ๆ นี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้ง 2 ชุดอยู่ที่ 1,750 กิโลวัตต์ ขณะที่แหลมตาชี จ.ปัตตานี เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีศักยภาพ กระทรวงพลังงานก็มีแผนจะจัดเป็นโครงการสาธิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเช่น กัน

โดย จากการศึกษาพบว่า สามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 3.4 ล้านหน่วย และยังส่งไฟฟ้าเข้าระบบสายส่งไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 20.7 ล้านบาท นอกจากนี้ยังสามารถทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงเทียบเท่าน้ำมันดิบได้ปีละ 290 ตัน คิดเป็นมูลค่าปีละ 6.8 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนได้ปีละประมาณ 1,000 ตัน

ไม่ เฉพาะโครงการนำร่อง ของกระทรวงพลังงานเท่านั้น ในส่วนของงานการศึกษาวิจัยของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอื่น ๆ ก็มีให้เห็นเช่นกัน เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ได้ร่วมมือจากกรมอุตุนิยมวิทยาศึกษาถึงความเร็วลมในประเทศไทย โดยผลการศึกษาพบว่า ความเร็วลมในประเทศไทยโดยเฉลี่ยจัดอยู่ในระดับปานกลาง-ต่ำ คือ ต่ำกว่า 4 เมตร/วินาที ส่วนที่ความเร็วลมสูงสุดจะอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเล บริเวณเกาะต่าง ๆ ในอ่าวไทย และภาคใต้ของประเทศ

เมื่อ กฟผ.ได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้ จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและมหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ ในการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อออกแบบสร้างกังหันลมขึ้น และได้นำไปทดลองใช้งาน หลังการทดลองยังคงพบปัญหาเกี่ยวกับระบบส่งกำลังและความแข็งแรงของใบกังหัน

ขณะ เดียวกัน กฟผ.เอง ก็ได้ออกแบบสร้างกังหันลมแบบล้อจักรยานเพื่อนำไปติดตั้งทดสอบใช้งานที่ชาย ฝั่งทะเล บริเวณบ้านอ่าวไผ่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ปรากฏว่ายังคงประสบปัญหาเรื่องระบบส่งกำลังเช่นกัน

นอก จากนี้ยังมีสถาบันการ ศึกษาอีกหลายแห่งที่ให้ความสนใจศึกษาพลังงานลม เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งทีมวิจัยได้ศึกษาศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในเขตภาคเหนือตอนบนของ ประเทศไทยพบว่า ลมหุบเขาบริเวณพื้นที่ช่องเขาทางภาคเหนือตอนบนมีศักยภาพที่จะใช้เป็นแหล่ง พลังงานลมใกล้เคียงกับลมมรสุมจากอ่าวไทยและทะเลอันดามัน

โดย ทีมวิจัยได้ติดตั้ง อุปกรณ์ตรวจวัดความเร็วลมความสูง 40-80 เมตร จำนวน 18 จุดบริเวณภาคเหนือตอนบน หรือเท่ากับความสูงประมาณ 1,000-2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล เพื่อเก็บข้อมูลปริมาณลมต่อเนื่องและนำมาวิเคราะห์ผล ปรากฏว่าพบพื้นที่ที่มีศักยภาพ 3 จุด ได้แก่ บ้านกิ่วลม จ.แม่ฮ่องสอน บ้านดอยล้าน และบ้านแม่แฮ จ.เชียงใหม่ เหมาะที่จะติดตั้งกังหันลมหรือฟาร์มกังหันลมในอนาคต

แม้ ว่าจะมีความแตกต่าง ของแรงลมในช่วงเวลากลางวันที่ลมแรง ขณะที่ช่วงกลางคืนลมจะนิ่งมากกว่า แต่ค่าเฉลี่ยที่วัดได้ตลอดระยะเวลา 1 ปี แสดงให้เห็นว่า กำลังลมหุบเขาอยู่ระหว่าง 2-6 เมตรต่อวินาที เพียงพอสำหรับใช้ผลิตไฟฟ้า แต่เนื่องจากไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรทำให้ได้รับแรงลมเฉลี่ยทั้งปีต่ำถึง ปานกลาง การที่จะพัฒนาพลังงานลมเพื่อใช้ประโยชน์จึงจำเป็นต้องศึกษารูปแบบกังหันลม ผลิตไฟฟ้าให้มีความเหมาะสมกับความเร็วลมที่มีอยู่ จึงต้องวิจัย จัดหา สาธิต และใช้ประโยชน์จากกังหันลมความเร็วลมต่ำ

นอก จากนี้ยังต้องผลิต ชิ้นส่วนเพื่อประกอบระบบกังหันลมผลิตไฟฟ้าขึ้นมาใช้งานในประเทศ เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าและสั่งซื้อจากต่างประเทศที่มีราคาแพง

นี่ถือเป็นตัวอย่างของการพัฒนาพลังงานลมในประเทศ ซึ่งสามารถที่จะพัฒนาเทคโนโลยีให้ดีขึ้นได้อีกในอนาคต
ที่มา: แนวหน้า 16 ธ.ค. 51,www.prapai.co.th,www.กังหันลม.com

ข้อคิดติดกังหันลม

ถึงคนไทยจะออกแบบกังหันลม จนสามารถผลิตไฟฟ้าได้ดีกว่าโซลาร์เซลล์ก็ตาม… แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกที่ทั่วไทยจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป
บางจุดบางพื้นที่…กังหันลมก็สู้โซลาร์เซลล์ ไม่ได้ต้องเตือนให้รู้กัน เพราะเอาไปติดตั้งในพื้นที่อับลม กังหันลมไทยที่ว่าแน่ มีสิทธิกลายเป็นอนุสาวรีย์เสียค่าโง่ได้ เหมือนกัน

คิดจะเอากังหันลม ผู้เชี่ยวชาญ บริษัท พระพาย เทคโนโลยี จำกัด ผู้ผลิตกังหันลมผลิตไฟฟ้าหนึ่งเดียวของไทย ให้ข้อคิด…สิ่งสำคัญที่สุดต้องดูพื้นที่ มีลมพอเพียงหรือเปล่า

พื้นที่ พอเพียงอันดับแรก…อยู่ใกล้ทะเลหรือเปล่า ห่างจากชายทะเลประมาณ 5 กม. ไม่มีตึกไม่มีภูเขาบังก็ใช้ได้…ขนาดเขตประเวศ กทม. มีคนเอากังหันขนาด 1,000 วัตต์ ไปติดตั้งบนดาดฟ้าบ้าน ได้ไฟฟ้าใช้เดือนละ 300 หน่วย

พื้นที่ใกล้ทะเลที่เริ่ดสุด ลมแรงสุดของไทยต้องยกให้ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช

ประเทศไทยลมแรงเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 10-20 กม.ต่อชั่วโมง วันละ 10 ชั่วโมง….ปากพนัง 25 กม.ต่อชั่วโมง วันละเกือบ 20 ชั่วโมงทีเดียว

ที่ราบเชิงเขา อย่างปากช่อง วังน้ำเขียว นี่ก็ไม่เบา มีลมแรงเฉลี่ยอยู่ที่ 18-21 กม.ต่อชั่วโมง วันละ 12 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ

ส่วนที่อื่น ๆ ไม่แน่ใจว่าจะมีลมพอเพียงหรือเปล่า…ลมแรงไม่แรง สังเกตเสาธง

ดูผืนธง พัดปลิวแบบไหน… ผืนธงโบกสะบัดแค่เอียง ๆ เฉียง ลมขนาดนี้ไม่เท่าไร

แต่ถ้าโบกสะบัดตั้งฉากเต็มผืน…ถือว่าโอเค ติดตั้งกังหันแล้วคุ้ม

จะให้ดี สังเกตด้วยว่า ธงโบกสะบัดแบบนั้น วันละกี่ชั่วโมง …ยิ่งมากชั่วโมงยิ่งคุ้ม

แต่ถ้าลมไม่เข้าข่ายที่ว่า…ให้ลืมกังหันไป

ฝากความหวังไว้ที่โซลาร์เซลล์ น่าจะดีกว่าค่ะ


ที่มา: ไทยรัฐ 18 เมษายน 2552,www.prapai.co.th,www.กังหันลม.com

“โลกร้อน” ภัยที่ทั่วโลกต้องร่วมแก้ไข

ผล การศึกษาของ กลุ่มเยอรมนีวอทช์ ระบุว่า ในปี 2549 โลกเผชิญหายนภัยทางธรรมชาติ เช่น พายุและน้ำท่วม มากกว่าช่วง 2 ปีก่อน โดยเกิดภัยธรรมชาติถึง 953 ครั้ง เทียบกับ 716 ครั้ง ในปี 2548 และ 718 ครั้งในปี 2547

ใน ช่วงปี 2550 ที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการเคลื่อนไหวสำคัญด้านภาวะโลกร้อนที่น่าจับตามอง เริ่มจากการเปิดเผยรายงานนำเสนอสถานการณ์ ผลกระทบ และแนวทางแก้ไขภาวะโลกร้อน รวม 4 ฉบับ ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชา ชาติ (ไอพีซีซี) ซึ่งบทบาทกระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงภัยภาวะโลกร้อนนี้ ทำให้ไอพีซีซีคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพไปครองร่วมกับอดีตรองประธานาธิบดี อัล กอร์ แห่งสหรัฐ

เนื้อหา ในรายงาน ซึ่งเป็นผลจากการรวบรวมงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์กว่า 400 คนทั่วโลก ระบุว่า อุณหภูมิของโลกได้เพิ่มขึ้นแล้ว 0.74 องศาเซลเซียสในรอบร้อยปีที่ผ่านมา และมนุษย์คือตัวการสำคัญที่ก่อภาวะโลกร้อน โดยหากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ผู้คนหลายพันล้านคนจะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำ และอีกหลายร้อยล้านคนจะประสบภาวะขาดแคลนอาหาร หรือเกิดการย้ายถิ่นครั้งใหญ่

รายงาน ชี้ด้วยว่า แม้ชาติพัฒนาแล้วจะมีบทบาทสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วงทศวรรษที่ ผ่านมา แต่ชาติกลุ่มยากจนที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยสุดจะได้รับความเสียหายรุนแรงที่ สุด ขณะแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกจะเพิ่ม 25-90% ภายในปี 2030 หากไม่มีการกำหนดนโยบายรับมือออกมา และหากโลกยังใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป อัตราการปล่อยก๊าซอาจเติบโตถึง 40-110% โดย 2 ใน 3 ของการปล่อยก๊าซมาจากประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามรอย ชาติร่ำรวย

รายงาน ยูเอ็นได้รับการ ตอกย้ำจากผลการศึกษาของกลุ่มเยอรมนีวอทช์ ที่ระบุว่า ในปี 2549 โลกเผชิญหายนภัยทางธรรมชาติ เช่น พายุและน้ำท่วม มากกว่าช่วง 2 ปีก่อน โดยเกิดภัยธรรมชาติถึง 953 ครั้ง เทียบกับ 716 ครั้ง ในปี 2548 และ 718 ครั้งในปี 2547 และหากศึกษาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 พบว่าภัยธรรมชาติในรูปพายุเกิดเพิ่มขึ้นเท่าตัว ส่วนน้ำท่วมและภาวะอากาศสุดขั้ว เช่น คลื่นความร้อน และภัยแล้ง เกิดเพิ่ม 4 เท่า โดยชาติยากจนเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุด เช่น ฮอนดูรัส และนิการากัว ที่เผชิญเฮอริเคนหลายลูก ส่วนบังกลาเทศเผชิญพายุโซนร้อนที่สร้างความเสียหายอย่างหนักกับเศรษฐกิจ

ภัย จากภาวะโลกร้อนที่ทวี ความรุนแรง ทำให้ระหว่างวันที่ 3-14 ธ.ค. ที่ผ่านมา สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมว่าด้วยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงที่เกาะบาหลี ของอินโดนีเซีย มีผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนนับหมื่นจากเกือบ 190 ชาติเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางทำข้อตกลงโลกร้อนฉบับใหม่แทนพิธีสารเกียวโตที่จะหมดอายุใน ปี 2555

ตาม แผน การหารือเวทีนี้ต้องสิ้นสุดในวันที่ 14 ธ.ค. แต่เนื่องจากสหรัฐปฏิเสธที่จะผูกมัดตัวเองในการแก้ปัญหาโลกร้อน รวมถึงต่อข้อเสนอกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25-40% สำหรับชาติพัฒนาแล้ว ของสหภาพยุโรป (อียู) ทำให้การหารือต้องยืดเยื้อออกไปอีกหนึ่งวัน กว่าจะบรรลุข้อตกลง ซึ่งเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “แผนโรดแมพ” ปูทางสู่การทำข้อตกลงโลกร้อนฉบับใหม่

ภาย ใต้แผนโรดแมพ ที่ประชุมกำหนดให้การจัดทำข้อตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ได้ข้อสรุปภายในสิ้นปี 2552 เพื่อปูทางสู่การเริ่มปรับใช้ในปี 2555 เมื่อพิธีสารโลกร้อนเกียวโตหมดอายุ นอกจากนั้น ทั้งชาติพัฒนาแล้วและชาติกำลังพัฒนาจะต้องร่วมมือกันต่อสู้กับภาวะโลกร้อน หลังจากในพิธีสารเกียวโตกำหนดให้เฉพาะชาติอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกราว 5% ภายในปี 2555 อันเป็นไปตามแนวคิดที่ว่า ชาติที่ก่อปัญหาปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีตจะต้องเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา

อย่าง ไรก็ตาม แม้ข้อตกลงใหม่จะดึงชาติกำลังพัฒนาเข้ามาร่วมรับผิดชอบมากขึ้น แต่ระดับความรับผิดชอบจะยังแตกต่างกัน โดยชาติร่ำรวยจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอัตราสูงกว่าชาติยากจน ซึ่งประเด็นนี้สหรัฐพยายามกดดันให้จีนและอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก เข้ามาร่วมรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งหากทำได้จริง สหรัฐก็อาจยอมให้สัตยาบันข้อตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ หลังจากเป็นชาติอุตสาหกรรมเพียงชาติเดียวที่ไม่ยอมให้สัตยาบันพิธีสารเกีย วโต เนื่องจากวิตกว่าจะกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ และไม่พอใจที่จีนในฐานะชาติกำลังพัฒนา อยู่ในข่ายไม่ต้องร่วมลดการปล่อยก๊าซ

ใน ช่วงต้นของการหารือที่ บาหลี สหรัฐยังคัดค้านเนื้อหาบางส่วนของข้อตกลง ที่ระบุให้ชาติอุตสาหกรรมให้การช่วยเหลือการเงินและความช่วยเหลืออื่นๆ เพื่อให้ชาติกำลังพัฒนาเข้าถึงเทคโนโลยีลดการพึ่งพิงเชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษ แต่หลังถูกกดดันอย่างหนัก จนถึงกับถูกโห่ไล่จากผู้แทนคนอื่นๆ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในเวทียูเอ็น ผู้แทนเจรจาของสหรัฐจึงยอมปรับท่าที ตกลงตามข้อเรียกร้องของชาติกำลังพัฒนา

แม้ ยูเอ็นและกลุ่มสิ่ง แวดล้อมบางส่วนมองแง่ดีว่า ข้อตกลงหรือแผนโรดแมพที่ได้ มีความคืบหน้า เนื่องจากสหรัฐแสดงท่าทีต้องการร่วมดำเนินการรับมือภาวะโลกร้อนมากขึ้นใน อนาคต อีกทั้งมีเนื้อหายืดหยุ่น ซึ่งเปิดทางให้มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะยอมลดการปล่อยก๊าซโลกร้อนในการ ประชุมรอบสุดท้ายในปี 2552 โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐมีรัฐบาลใหม่ ส่วนชาติกำลังพัฒนา รวมถึงจีนและอินเดียก็แสดงท่าทีพร้อมให้ความร่วมมือมากขึ้น

แต่ ในมุมมองของสหภาพ ยุโรปและกลุ่มต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมอีกส่วน กลับแสดงความผิดหวังกับข้อตกลงที่บาหลี เนื่องจากไม่มีการกำหนดเป้าหมายชัดเจน เกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งกับชาติกำลังพัฒนาหรือชาติพัฒนา แล้ว

นัก วิเคราะห์มองว่า ในช่วงหลายปีต่อไปนี้ ชาติกำลังพัฒนาจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นด้านการรับมือภาวะโลกร้อน เนื่องจากเนื้อหาในข้อตกลงเรียกร้องให้ชาติกำลังพัฒนา “ดำเนินการบรรเทาภาวะโลกร้อน ผ่านมาตรการที่วัดได้ รายงานได้ และตรวจสอบได้” ซึ่งหมายความว่า ประเทศอย่างจีน ที่กำลังจะแซงหน้าสหรัฐขึ้นเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่งโลก จะต้องแสดงความรับผิดชอบมากขึ้น

หนึ่ง ในบทบาทที่ชาติ กำลังพัฒนาได้รับการผลักดันในเวทีบาหลี คือ การปกป้องพื้นที่ป่าที่กำลังถูกโค่นทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับแผนให้ผลตอบแทนกับชาติกำลังพัฒนาที่ดำเนินการ อนุรักษ์พื้นที่ป่า ซึ่งแนวทางนี้น่าจะได้การขานรับพอสมควร หากมองจากกรณีที่โครงการสิ่งแวดล้อมยูเอ็นรายงานความสำเร็จเมื่อเดือนพ.ย. ว่า สามารถผลักดันแผนปลูกป่าทั่วโลกตลอดปี 2550 ได้ตามเป้า คือ ชาติต่างๆ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มกำลังพัฒนา มีการปลูกต้นไม้เพิ่มรวมกันถึง 1.4 พันล้านต้น

อย่าง ไรก็ตาม ยังมีข้อกังขาว่า ความรับผิดชอบของชาติกำลังพัฒนาจะครอบคลุมถึงการผูกมัดให้ลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกหรือไม่ เนื่องจากคำว่า “ดำเนินการ” เป็นคำที่มีความหมายกว้างๆ ขณะนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งแนะว่า น่าจะครอบคลุมการลดการปล่อยก๊าซในบางภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมผลิตเหล็ก หรืออุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้า

ไม่ ว่าข้อตกลงโลกร้อน ฉบับใหม่จะออกมาเช่นไร ฝ่ายไหนชิงความได้เปรียบ ฝ่ายไหนเสียเปรียบ แต่ทุกฝ่ายต้องตระหนักว่า คงไม่สามารถหนีพ้นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข!

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, www.bangkokbiznews.com,www.prapai.co.th,www.กังหันลม.com